สารจากกรรมการผู้จัดการ

บริษัทมุ่งมั่นขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
เรียน ท่านผู้มีส่วนได้เสียและผู้ถือหุ้นที่เคารพทุกท่าน
ปี 2568 เป็นปีที่เศรษฐกิจโลกและอุตสาหกรรมพลังงานยังคงเผชิญความผันผวนจากหลายปัจจัย ทั้งความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ สถานการณ์พลังงาน และความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ อย่างไรก็ตาม บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่องและมั่นคง ผ่านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ การรักษาเสถียรภาพรายได้ และการควบคุมต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้บริษัทสามารถรักษาความมั่นคงในการผลิตและส่งมอบไฟฟ้าและไอน้ำให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี
บริษัทดำเนินธุรกิจบนหลักการสร้างคุณค่าอย่างสมดุลในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยในปี 2568 บริษัทมีรายได้จากธุรกิจพลังงานหมุนเวียนจำนวน 578.13 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 21.56% ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 3.58 จากปีก่อน สะท้อนความก้าวหน้าของการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของอุตสาหกรรมพลังงานในระยะยาว
ในด้านการลงทุน ในปี 2568 บริษัทอยู่ระหว่างการก่อสร้างโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาและทุ่นลอยน้ำ (Solar Rooftop & Floating) ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งรวม 5.0 เมกะวัตต์ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ในปี 2569 ซึ่งจะส่งผลให้บริษัทมีสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็นร้อยละ 21 ของกำลังการผลิตรวมตามสัดส่วนการถือหุ้น จากสิ้นปี 2568 ที่มีสัดส่วนกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียนร้อยละ 19 และสามารถบรรลุเป้าหมายร้อยละ 15 ภายในปี 2573 ได้ก่อนกำหนด ขณะเดียวกัน กลุ่มบริษัทโซลาริสท์ (บริษัทย่อย) ลงนามรับทราบและตกลงตามเงื่อนไขการลงนามซื้อขายสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปี สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน (Solar Farm) จำนวน 5 โครงการ ปริมาณพลังไฟฟ้าตามสัญญารวม 298 เมกะวัตต์ กำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2571 ซึ่งเป็นไปตามแผนการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนของบริษัทที่สอดคล้องกับเป้าหมายการจัดการด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ปรับปรุงให้มีความท้าทายเพิ่มขึ้น โดยการเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็นร้อยละ 50 ของกำลังการผลิตรวมตามสัดส่วนการถือหุ้น ภายในปี ค.ศ. 2030
ในด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ Scope 2) เหลือ 290,737 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ลดลงร้อยละ 45.53 จากปีฐาน 2565 โดยบริษัทมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2040 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี ค.ศ. 2050
นอกจากนี้ โรงไฟฟ้าชีวมวลของกลุ่มบริษัทยังช่วยลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเทียบเท่าพื้นที่กว่า 37,300 ไร่ สนับสนุนการใช้ทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน และการเปลี่ยนผ่านสู่ระบบพลังงานคาร์บอนต่ำ โดยให้ความสำคัญกับการเติบโตร่วมกับชุมชน โดยโครงการรับซื้อวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจากเกษตรกรกว่า 2,500 ราย สามารถกระจายรายได้สู่ชุมชนรวมกว่า 286 ล้านบาท พร้อมดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานของการเคารพสิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย
ในด้านการกำกับดูแลกิจการ บริษัทได้รับการประเมิน CGR ระดับ “ดีเลิศ” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 6 ได้รับ SET ESG Rating ระดับ AAA และ Sustainability Disclosure Acknowledgement ต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 รวมถึงการต่ออายุสมาชิก CAC เป็นครั้งที่ 3 และคะแนน AGM Checklist เต็ม 100 คะแนนต่อเนื่องเป็นปีที่ 16
บริษัทจะเดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ควบคู่กับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการสร้างคุณค่าร่วมกับชุมชน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาพลังงานที่ยั่งยืนในระยะยาวต่อไป
ดร.กล้าหาญ สุขไสว
กรรมการผู้จัดการ และประธานคณะกรรมการความยั่งยืน
บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน)