SCG

การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน

เป้าหมายที่ 6:
น้ำสะอาดและสุขาภิบาล
เป้าหมายที่ 14:
ทรัพยากรทางทะเล

การบริหารจัดการน้ำ​

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและรับผิดชอบ โดยกำหนดเป้าหมายด้านน้ำทั้งในเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ควบคู่กับการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำของพื้นที่ดำเนินงาน เพื่อช่วยลดการใช้น้ำใหม่ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ ตลอดจนลดความเสี่ยงจากภาวะความเครียดและการขาดแคลนน้ำในระยะยาว

เป้าหมายและผลการดำเนินงานปี 2568

โรงไฟฟ้า ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี

เป้าหมาย

ลดการใช้น้ำจากกระบวนการผลิต โดยการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ไม่น้อยกว่า 60,000 m3 โดยคิดเป็น 4% ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด

ผลการดำเนินงาน

ลดการใช้น้ำจากกระบวนการผลิต โดยการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ไม่น้อยกว่า 88,247 m3 โดยคิดเป็น % ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด

เป้าหมาย

ลดการใช้น้ำภายในสำนักงาน ไม่น้อยกว่า 70 m3 คิดเป็น 2% ของปริมาณน้ำที่ใช้ในสำนักงานทั้งหมดจากปีฐาน 2567

ผลการดำเนินงาน

ลดการใช้น้ำภายในสำนักงาน ไม่น้อยกว่า 1,318 m3 คิดเป็น % ของปริมาณน้ำที่ใช้ในสำนักงานทั้งหมด

โรงไฟฟ้า สหโคเจน กรีน

เป้าหมาย

ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต 54,000 m3 ด้วยการนำกลับมาใช้ใหม่ คิดเป็น 11.44% ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมดของปี 2568

ผลการดำเนินงาน

ลดการใช้น้ำจากกระบวนการผลิต โดยการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ 336 m3 โดย คิดเป็น % จากปีฐาน 2567 ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด

เป้าหมาย

ลดการใช้น้ำในสำนักงาน 52,878 m3 คิดเป็น 17.04% ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมดของปี 2568

ผลการดำเนินงาน

ลดการใช้น้ำภายในสำนักงาน 2,971.7 m3 คิดเป็น % จากปีฐาน 2567 ของปริมาณน้ำที่ใช้ในสำนักงานทั้งหมด

โรงไฟฟ้า สหกรีน ฟอเรสท์

เป้าหมาย

ลดการใช้น้ำจากกระบวนการผลิต โดยการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ไม่น้อยกว่า 20,000 m3/Y โดยคิดเป็น 5.13% ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมด

ผลการดำเนินงาน

ลดการใช้น้ำดิบ โดยการนำน้ำเสียกลับมาใช้ใหม่ ได้ 23,266 m3/Y โดยคิดเป็น % ของปริมาณน้ำใช้ทั้งหมดของปี 2568

ปริมาณการใช้น้ำ

ปี 2566 ปี 2567 ปี 2568
โรงไฟฟ้า ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี
ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต (m3) 1,908,007 1,698,676 1,425,985
สัดส่วนปริมาณน้ำดิบ (withdrawal) / MWh (net) หรือปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วย (Water intensity) 1.98 2.40 2.31
ร้อยละของน้ำเสียที่ได้รับการบำบัดก่อนทิ้ง (%) 100 100 100
แนวทางการจัดการน้ำ ระบบบำบัดของสวนอุตสาหกรรม / Green Area / RO Rejected Water Recycle
โรงไฟฟ้า สหโคเจน กรีน
ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต (m3) 57,221.00 355,857.01 38,1016.82
สัดส่วนปริมาณน้ำดิบ (withdrawal) / MWh (net) หรือปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วย (Water intensity) 5.36 5.34 5.10
ร้อยละของน้ำเสียที่ได้รับการบำบัดก่อนทิ้ง (%) 100 100 100
แนวทางการจัดการน้ำ ระบบบำบัดของสวนอุตสาหกรรม / Green Area
โรงไฟฟ้า สหกรีน ฟอเรสท์
ปริมาณน้ำที่ใช้ในกระบวนการผลิต (m3) 448,220.00 391,445.67 396,084.00
สัดส่วนปริมาณน้ำดิบ (withdrawal) / MWh (net) หรือปริมาณการใช้น้ำต่อหน่วย (Water intensity) 7.93 4.68 4.18
ร้อยละของน้ำเสียที่ได้รับการบำบัดก่อนทิ้ง (%) - - -
แนวทางการจัดการน้ำ zero discharge

เป้าหมายเชิงปริมาณ ปี 2568

เป้าหมายการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ในกระบวนการผลิตรวม​
134,000 m3
ผลการดำเนินงาน​
164,391 m3
ผลสำเร็จเทียบเป้าหมาย​
122.7%
สูงกว่าเป้าหมาย 22.7%
เป้าหมายเชิงคุณภาพ (ไม่ใช้เชิงปริมาณ)
  • ลดการพึ่งพาน้ำใหม่
  • เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ
  • ส่งเสริมการใช้น้ำหมุนเวียน
  • ติดตามผลการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง
  • บริหารความเสี่ยงด้านน้ำในแต่ละพื้นที่

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน)​

เป้าหมายเชิงคุณภาพ ปี 2568​ ผลการดำเนินงาน ปี 2568
1. ลดการพึ่งพาแหล่งน้ำใหม่ในกระบวนการผลิต​ ดำเนินโครงการ RO Rejected Water Recycle โดยนำน้ำจากกระบวนการ Reverse Osmosis กลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อลดความต้องการใช้น้ำใหม่​
2. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต​ เพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนน้ำในระบบหล่อเย็น เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำ​
3. ลดการสูญเสียน้ำในระบบการผลิต​ ตรวจสอบระบบท่ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการรั่วไหลและลดการสูญเสียน้ำ​
4. ส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำ​ นำน้ำที่ผ่านกระบวนการ RO กลับมาใช้ประโยชน์ภายในระบบการผลิต​

บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด​

เป้าหมายเชิงคุณภาพ ปี 2568​ ผลการดำเนินงาน ปี 2568​
1. เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต​ ดำเนินมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต​
2. ส่งเสริมการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่​ ส่งเสริมการใช้น้ำซ้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อลดความต้องการใช้น้ำใหม่​
3. เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ​ บริหารจัดการน้ำร่วมกับระบบสาธารณูปโภคของสวนอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนการจัดการน้ำอย่างเหมาะสม​

บริษัท สหกรีน ฟอเรสท์ จำกัด​

เป้าหมายในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ​

บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ที่มีระดับ ความเครียดด้านน้ำพื้นฐาน ตั้งแต่ระดับสูงขึ้นไป โดยอ้างอิงผลการประเมินจาก WRI Aqueduct Water Risk Atlas เพื่อใช้ประกอบการกำหนดเป้าหมายและมาตรการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่

33.33%
1 พื้นที่ดำเนินงาน
ความเครียดด้านน้ำระดับสูง
66.67%
2 พื้นที่ดำเนินงาน
ความเครียดด้านน้ำระดับสูงมาก
100%
3 พื้นที่ดำเนินงาน
ความเครียดด้านน้ำตั้งแต่ระดับสูงขึ้นไป

ผลการดำเนินงานเทียบเป้าหมาย ปี 2568

สัดส่วนผลการดำเนินงานรายพื้นที่ ประจำปี 2568

พื้นที่ดำเนินงาน ระดับความเครียดด้านน้ำ เป้าหมายปี 2568 (ลบ.ม.) ผลการดำเนินงาน (ลบ.ม.) เทียบกับเป้าหมาย สัดส่วนของผลการดำเนินงานรวม สถานะ
โรงไฟฟ้าราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี
สูง
60,000 88,247 +47.1% 53.7% บรรลุ
โรงไฟฟ้าสหโคเจน กรีน
สูงมาก
54,000 52,878 -2.1% 32.2% ติดตาม
โรงไฟฟ้าสหกรีน ฟอเรสท์
สูงมาก
20,000 23,266 +16.3% 14.2% บรรลุ
รวมกลุ่มบริษัท - 134,000 164,391 +22.7% 100% -

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

การจัดการน้ำอย่างยั่งยืนของกลุ่มราชพัฒนามีการวางแผนและดำเนินการที่ครอบคลุมทั้งในเรื่องของการจัดสรรทรัพยากรน้ำ การลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และการปรับปรุงการใช้ทรัพยากรน้ำในกระบวนการผลิต ซึ่งทั้งนี้สามารถวิเคราะห์ได้ว่า มีความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจดังนี้

ความท้าทาย โอกาสทางธุรกิจ
1. ปัญหาการขาดแคลนน้ำ
แม้ว่าจะมีการจัดสรรน้ำจากแหล่งที่เฉพาะเจาะจงและการเก็บน้ำสำรอง แต่ในบางพื้นที่ เช่น โรงไฟฟ้า ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี ที่ใช้น้ำจากแหล่งที่ครอบคลุมหลายจังหวัด ยังมีความเสี่ยงในกรณีที่เกิดปัญหาภัยแล้ง หรืออุทกภัยในพื้นที่ที่อาจกระทบกับแหล่งน้ำหลัก จึงต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือในภาวะวิกฤติ
1. การพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม
การดำเนินโครงการ RO Rejected Water Recycle และการสร้างบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่เพื่อเก็บน้ำสำรองแสดงถึงความพยายามในการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการใช้น้ำอย่างยั่งยืน ซึ่งสามารถเป็นโอกาสทางธุรกิจในการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการจัดการน้ำ และเปิดช่องทางในการจำหน่ายหรือให้บริการด้านการบำบัดน้ำแก่ธุรกิจอื่นๆ
2. การปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐาน:
บริษัทต้องรักษาความสอดคล้องกับข้อกำหนดทางกฎหมายในเรื่องของคุณภาพน้ำที่ปล่อยออกจากกระบวนการผลิต เช่น การควบคุมอุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น ไม่เกิน 40 องศาเซลเซียส ซึ่งต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงระบบการจัดการน้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม
2. การลดต้นทุน
การใช้เทคโนโลยีหมุนเวียนน้ำและการรีไซเคิลน้ำภายในกระบวนการผลิตช่วยลดการใช้น้ำดิบจากแหล่งสาธารณะ ซึ่งสามารถลดต้นทุนการใช้น้ำทิ้งและน้ำดิบได้ นอกจากนี้ยังสามารถลดค่าใช้จ่ายในการบำบัดน้ำเสียได้อีกทางหนึ่ง
3. ต้นทุนการลงทุน
การลงทุนในระบบบำบัดน้ำและโครงการต่างๆ เช่น ระบบ RO Rejected Water Recycle หรือการสร้างบ่อเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีค่าใช้จ่ายสูงในระยะแรก การบริหารจัดการงบประมาณและการคาดการณ์ผลตอบแทนจากการลงทุนจึงเป็นสิ่งที่ท้าทาย
3. ความร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและชุมชน
การร่วมมือกับภาครัฐ เช่น กรมชลประทาน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการสร้างข้อตกลงการจัดหาน้ำสำรองสามารถเป็นโอกาสในการสร้างพันธมิตรทางธุรกิจระยะยาว ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงและการขยายธุรกิจในอนาคต

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

การดำเนินงานเพื่อลดการใช้น้ำ​

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย มุ่งบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อลดการใช้น้ำ ลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก และเพิ่มการหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ โดยประยุกต์หลัก Reduce–Reuse–Recycle (3Rs) ตลอดกระบวนการดำเนินงาน ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การตรวจสอบและป้องกันการรั่วไหล รวมถึงการติดตามปริมาณการใช้น้ำและคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริมการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและยั่งยืน​

บริษัทฯ กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ครอบคลุมทุกพื้นที่ดำเนินงาน โดยคำนึงถึง ความแตกต่างด้านภูมิศาสตร์ สภาพภูมิอากาศ แหล่งน้ำ ความเพียงพอของทรัพยากรน้ำ ระบบสาธารณูปโภค และระดับความเสี่ยงด้านน้ำของแต่ละพื้นที่ เพื่อนำไปกำหนดมาตรการที่เหมาะสมทั้งในระดับพื้นที่ (Site-specific Actions) และระดับองค์กร (Company-wide Actions) ครอบคลุมการลดการใช้น้ำใหม่ การใช้น้ำซ้ำและการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ การปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต การตรวจสอบและป้องกันการรั่วไหล ตลอดจนการเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องของแหล่งน้ำและการดำเนินธุรกิจ​

นอกจากนี้ บริษัทฯ ส่งเสริม การมีส่วนร่วมของพนักงานในการอนุรักษ์น้ำและการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่า ผ่านการสื่อสารและการรณรงค์สร้างความตระหนัก รวมถึงสนับสนุนให้แต่ละหน่วยงานมีส่วนร่วมในการติดตามการใช้น้ำ ตรวจสอบความผิดปกติและการรั่วไหล ตลอดจนค้นหาโอกาสในการลดการใช้น้ำและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งเสริม วัฒนธรรมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพทั่วทั้งองค์กร​

ควบคู่กันนี้ บริษัทฯ นำผลการ ประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ (Water Risk Assessment) ข้อมูลเฉพาะพื้นที่ และสถานการณ์แหล่งน้ำที่เกี่ยวข้องมาใช้ประกอบการวางแผนและกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ พร้อมติดตามปริมาณการใช้น้ำ คุณภาพน้ำ และประสิทธิผลของมาตรการอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำข้อมูลมาทบทวนและปรับปรุงแนวทางการบริหารจัดการน้ำให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดความเสี่ยงต่อการดำเนินงาน และเสริมสร้าง ความมั่นคงด้านน้ำ (Water Security) เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องและความยั่งยืนของธุรกิจในระยะยาว​

มาตรการระดับพื้นที่ดำเนินงาน

แต่ละพื้นที่ดำเนินงานมีมาตรการที่เหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำและลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก​

โรงไฟฟ้าราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี​
โครงการ RO Rejected Water Recycle​
นำน้ำจากกระบวนการ Reverse Osmosis กลับมาใช้ประโยชน์​
ลดความต้องการใช้น้ำใหม่ในกระบวนการผลิต​
เพิ่มประสิทธิภาพการหมุนเวียนน้ำในระบบหล่อเย็น
ตรวจสอบระบบท่ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสูญเสียน้ำ​
โรงไฟฟ้าสหโคเจน กรีน​
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในกระบวนการผลิต
นำน้ำกลับมาใช้ใหม่
บริหารจัดการน้ำร่วมกับระบบสาธารณูปโภคของสวนอุตสาหกรรม​
โรงไฟฟ้าสหกรีน ฟอเรสท์​
อ่างเก็บน้ำขนาด 40 ไร่​ ความจุประมาณ 370,000 ลูกบาศก์เมตร​
ระบบบ่อดักตะกอนและบ่อเก็บน้ำหลัก
ดำเนินงานตามแนวทาง Zero Discharge
นำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ภายในพื้นที่โรงไฟฟ้า​

มาตรการระดับองค์กร

เราดำเนินมาตรการในระดับองค์กร เพื่อเสริมสร้างการบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ครอบคลุมทุกพื้นที่ดำเนินงาน​

1
ลดการใช้น้ำ
เพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำในทุกกระบวนการดำเนินงาน และลดการพึ่งพาน้ำจากภายนอก
2
ใช้น้ำซ้ำ
นำน้ำที่ผ่านการใช้งานแล้วกลับมาใช้ซ้ำในกระบวนการผลิตให้เกิดประโยชน์สูงสุด
3
นำน้ำกลับมาใช้ใหม่
ปรับปรุงคุณภาพน้ำและนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ภายในองค์กร
4
ปรับปรุงประสิทธิภาพกระบวนการผลิต
พัฒนาและปรับปรุงกระบวนการผลิต เพื่อลดการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง
5
ตรวจสอบและป้องกันการรั่วไหล
ตรวจสอบระบบท่อ อุปกรณ์ และจุดเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำ
6
ติดตามปริมาณการใช้น้ำและคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง

​ติดตามและประเมินผลการใช้น้ำและคุณภาพน้ำ เพื่อให้มั่นใจในประสิทธิภาพของมาตรการที่ดำเนินการ​ นำผลการประเมินความเสี่ยงด้านน้ำมาใช้ในการวางแผนมาตรการป้องกันและลดผลกระทบในแต่ละพื้นที่ดำเนินงาน​

การประเมินความเสี่ยงด้านน้ำ​

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำควบคู่กับการบริหารจัดการน้ำในแต่ละพื้นที่ดำเนินงาน โดยพิจารณาทั้ง ความเสี่ยงในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพื่อทำความเข้าใจระดับความกดดันต่อทรัพยากรน้ำในพื้นที่ และสนับสนุนการวางแผนบริหารจัดการน้ำอย่างเหมาะสมบริษัทฯ ใช้ WRI Aqueduct Water Risk Atlas เป็นเครื่องมือในการประเมินระดับ Baseline Water Stress และแนวโน้ม Future Water Stress ของพื้นที่ดำเนินงาน ร่วมกับข้อมูลบริบทของแต่ละพื้นที่ เช่น แหล่งน้ำที่ใช้ ปริมาณการใช้น้ำ สถานการณ์น้ำ และมาตรการบริหารจัดการน้ำของโรงไฟฟ้า​

ระดับความเครียดด้านน้ำพื้นฐาน

ผลการประเมินนี้สะท้อนระดับความเครียดด้านน้ำในระดับลุ่มน้ำ (Basin-level) ตามเกณฑ์ของ WRI Aqueduct ไม่ใช่ปริมาณการใช้น้ำของบริษัทโดยตรง

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน)
จังหวัดชลบุรี
สูง

เกณฑ์การประเมิน WRI Aqueduct – Baseline
ระดับสูง: 40–80%
บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด
จังหวัดลำพูน
สูงมาก

เกณฑ์การประเมิน WRI Aqueduct – Baseline
ระดับสูงมาก: มากกว่า 80%
บริษัท สหกรีน ฟอเรสท์ จำกัด
จังหวัดกำแพงเพชร
สูงมาก

เกณฑ์การประเมิน WRI Aqueduct – Baseline
ระดับสูงมาก: มากกว่า 80%

ผลการประเมินถูกนำมาใช้เป็นข้อมูลประกอบการ กำหนดเป้าหมาย มาตรการลดความเสี่ยง การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ และการเตรียมความพร้อมต่อภาวะขาดแคลนน้ำในระยะยาว​

การดำเนินงานในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ (Water Stress)​

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ โดยประเมินระดับความเครียดด้านน้ำของพื้นที่ดำเนินงานด้วย WRI Aqueduct Water Risk Atlas เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านทรัพยากรน้ำทั้งในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ผลการประเมิน Baseline Water Stress พบว่า สถานประกอบการที่อยู่ในขอบเขตการประเมินทั้ง 3 แห่ง หรือคิดเป็น 100% ของสถานประกอบการที่ได้รับการประเมิน ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำระดับ High หรือสูงกว่า โดยโรงไฟฟ้าราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จังหวัดชลบุรี จำนวน 1 แห่ง หรือ 33.33% อยู่ในระดับ High (40–80%) ขณะที่โรงไฟฟ้าสหโคเจน กรีน จังหวัดลำพูน และโรงไฟฟ้าสหกรีน ฟอเรสท์ จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 2 แห่ง หรือ 66.67% อยู่ในระดับ Extremely High (>80%) สะท้อนให้เห็นว่าบริษัทมีการดำเนินงานในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำและให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงดังกล่าวอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทนำผลการประเมินมาใช้ประกอบการกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การลดการใช้น้ำ การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ ตลอดจนการติดตามและประเมินผลการใช้น้ำอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำ ลดความเสี่ยงจากภาวะความเครียดและการขาดแคลนน้ำ และสนับสนุนการดำเนินธุรกิจร่วมกับชุมชนโดยรอบอย่างยั่งยืน​

พื้นที่ตั้งโครงการ ระดับความเครียดด้านน้ำพื้นฐาน (ปัจจุบัน) ปี 2566 (BAU) ปี 2593 (BAU) ปี 2593 (Pessimistic)
ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี
จังหวัดชลบุรี
สูง
สูง
สูง
สูงมาก
สหโคเจน กรีน
จังหวัดลำพูน
สูงมาก
สูงมาก
สูงมาก
สูงมาก
สหกรีน ฟอเรสท์
จังหวัดกำแพงเพชร
สูงมาก
สูงมาก
สูงมาก
สูงมาก

หมายเหตุ:

  • ระดับสูง (High): 40–80%
  • ระดับสูงมาก (Extremely High): มากกว่า 80%

การใช้น้ำในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ​

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ประเมินระดับความเครียดด้านน้ำของพื้นที่ดำเนินงานโดยใช้ WRI Aqueduct Water Risk Atlas ผลการประเมินพบว่า โรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง ที่อยู่ในขอบเขตการประเมินตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีระดับ Baseline Water Stress ตั้งแต่ High ถึง Extremely High โดยในปี 2568 มีปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิตรวม 2,160,085.82 ลูกบาศก์เมตร ซึ่งคิดเป็น 100% ของปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิตทั้งหมด​

ผลการประเมินระดับความเครียดด้านน้ำ
100%
ของปริมาณการใช้น้ำทั้งหมดในกระบวนการผลิต
พื้นที่ดำเนินงาน ระดับความเครียดด้านน้ำ​ ปริมาณการใช้น้ำ ปี 2568 (ลบ.ม.) สัดส่วนของปริมาณการใช้น้ำรวม
ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จ.ชลบุรี​
สูง
1,425,985.00 66.02%
สหโคเจน กรีน จ.ลำพูน​
สูงมาก
338,016.82 15.65%
สหกรีน ฟอเรสท์ จ.กำแพงเพชร​
สูงมาก
396,084.00 18.34%
รวม 2,160,085.82 100%

การบริหารจัดการความเสี่ยงและการลงทุนด้านน้ำ​

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ตระหนักถึงความสำคัญของทรัพยากรน้ำต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ โดยมุ่งบริหารจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ และลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม ผ่านการจัดหาแหล่งน้ำที่มีความมั่นคง การสำรองน้ำ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ การบำบัดน้ำเสีย และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่​

ในปี 2568 โรงไฟฟ้าราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี มีปริมาณการใช้น้ำในกระบวนการผลิต 1,425,985 ลูกบาศก์เมตร และสามารถนำน้ำจากระบบ RO กลับมาใช้ใหม่ได้ 88,246.70 ลูกบาศก์เมตร คิดเป็นการลดการใช้น้ำจากการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ประมาณ 6% สูงกว่าเป้าหมายที่กำหนดไว้ที่ 4% ขณะที่น้ำเสียได้รับการบำบัดก่อนปล่อยร้อยละ 100 Ratch Pathana Energy

นอกจากนี้ บริษัทดำเนินมาตรการสร้างความมั่นคงด้านน้ำในแต่ละพื้นที่ เช่น การจัดทำสัญญาจัดหาน้ำระยะยาวและแหล่งน้ำสำรอง ตลอดจนการจัดทำบ่อกักเก็บน้ำของโรงไฟฟ้าชีวมวลสหกรีน ฟอเรสท์ ขนาดประมาณ 40 ไร่ ซึ่งสามารถกักเก็บน้ำได้ประมาณ 370,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี เพื่อสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี​

ค่าใช้จ่ายและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำ
1
ต้นทุนและการลงทุนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำ​
บริษัทและบริษัทย่อย จัดสรรงบประมาณเพื่อบริหารจัดการและลดความเสี่ยงด้านน้ำ ครอบคลุมการจัดหาและสำรองน้ำ การบำบัดและควบคุมคุณภาพน้ำ การบำรุงรักษาระบบบริหารจัดการน้ำ และการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อสนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ลดการพึ่งพาทรัพยากรน้ำ และลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม
ต้นทุนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านน้ำ ปี 2568:
8,924,845 บาท
2
การลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาเพื่อบรรเทาความเสี่ยงด้านน้ำ
บริษัทและบริษัทย่อยส่งเสริมการศึกษาและพัฒนาแนวทาง เทคโนโลยี และระบบบริหารจัดการน้ำ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดการใช้น้ำในกระบวนการผลิต และเพิ่มการนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ ตัวอย่างเช่น RO Rejected Water Recycle Project ของโรงไฟฟ้าราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี ซึ่งนำน้ำจากกระบวนการผลิตกลับมาใช้ใหม่ผ่านระบบ RO Water Recycle ช่วยลดการใช้น้ำใหม่และลดค่าใช้จ่ายในการจัดการน้ำเสีย
โดยในปี 2568 สามารถนำน้ำกลับมาใช้ใหม่ได้
88,246.70 ลูกบาศก์เมตร
ต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและการลงทุนวิจัยเพื่อการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ​

กลุ่มราชพัฒนาให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการต้นทุนและการลงทุนด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร ลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจ และส่งเสริมการจัดการมลพิษทางอากาศ น้ำและน้ำเสีย และของเสียอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการพัฒนาแนวทางและนวัตกรรมที่สนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน​

หมวดต้นทุน รวม 3 บริษัท (บาท)​
การควบคุมมลพิษทางอากาศ 1,640,210
การจัดการน้ำและน้ำเสีย 9,709,308
การจัดการของเสีย 268,356
รวมทั้งหมด 11,617,874

หมายเหตุ: ข้อมูลต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมข้างต้นเป็นการคำนวณจากข้อมูลที่รวบรวมได้ของบริษัทและบริษัทย่อย ประจำปี 2568 โดยยังไม่ครอบคลุมต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมทั้งหมด เนื่องจากข้อมูลบางส่วนยังอยู่ระหว่างการรวบรวมและยังไม่ได้นำมารวมในการคำนวณ​​

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

คู่ค้า
ชุมชนและสังคม
พนักงาน
ผู้ถือหุ้น
ลูกค้า
ภาครัฐ และหน่วยงานกำกับดูแล ที่เกี่ยวข้อง

การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียในพื้นที่ที่มีความเครียดด้านน้ำ​

บริษัท ราชพัฒนา เอ็นเนอร์ยี จำกัด (มหาชน) และบริษัทย่อย ตระหนักว่าการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านน้ำจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีระดับความเครียดด้านน้ำ (Water Stress) สูง บริษัทฯ จึงนำผลการประเมินจาก WRI Aqueduct Water Risk Atlas มาใช้ประกอบการกำหนดแนวทางบริหารจัดการน้ำ รวมถึงการวางแผนการมีส่วนร่วมกับพนักงาน ลูกค้า คู่ค้าและผู้รับเหมา ชุมชน หน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนหน่วยงานและสถานประกอบการที่เกี่ยวข้องในแต่ละพื้นที่​

การดำเนินงานมุ่งเน้นการสร้างความตระหนักและการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์และความเสี่ยงด้านน้ำ การส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการใช้น้ำใหม่ การนำน้ำกลับมาใช้ซ้ำและหมุนเวียนกลับมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นและข้อกังวลจากผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อนำมาประกอบการกำหนดมาตรการบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสมกับบริบทและความเสี่ยงของแต่ละพื้นที่​

1. ความร่วมมือกับลูกค้าเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ​

บริษัทฯ ส่งเสริมความร่วมมือกับลูกค้าในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรน้ำ โดยนำน้ำควบแน่น (Condensate Water) จากการใช้ไอน้ำของลูกค้า บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) กลับมาใช้ประโยชน์ภายในโรงไฟฟ้าอีกครั้ง น้ำดังกล่าวเกิดจากไอน้ำที่ผ่านการใช้งานและมีอุณหภูมิลดลงจนเปลี่ยนสถานะกลับเป็นน้ำ ก่อนนำกลับมาใช้ในกระบวนการหล่อเย็น (Cooling Process) แนวทางดังกล่าวช่วยลดความต้องการใช้น้ำใหม่ ลดการสูญเสียทรัพยากรน้ำ และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำภายในกระบวนการผลิต ตลอดจนสนับสนุนแนวทาง Water Reuse และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน​

2. ความร่วมมือภายในสวนอุตสาหกรรมเพื่อส่งเสริมการใช้น้ำหมุนเวียน​

โรงไฟฟ้าสหโคเจน กรีน – การนำน้ำที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ประโยชน์ในพื้นที่สีเขียว​

โรงไฟฟ้าสหโคเจน กรีน บริหารจัดการน้ำที่เหลือจากกระบวนการผลิต โดยส่งเข้าสู่ ระบบบำบัดน้ำของสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ลำพูน เมื่อน้ำผ่านกระบวนการบำบัดตามมาตรฐานแล้ว จะถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์สำหรับการรดน้ำและดูแลพื้นที่สีเขียวของบริษัทต่าง ๆ ภายในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ลำพูน​

แนวทางดังกล่าวสะท้อนความร่วมมือระหว่างโรงไฟฟ้ากับผู้บริหารพื้นที่อุตสาหกรรมในการหมุนเวียนทรัพยากรน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ ช่วยลดความต้องการใช้น้ำใหม่สำหรับการดูแลพื้นที่สีเขียว และสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรร่วมกันภายในพื้นที่อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน​

3. ความร่วมมือกับชุมชนในการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำ​

ในปี 2568 บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่จังหวัดลำพูน ภายใต้โครงการส่งเสริมและสนับสนุนศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร โดยเข้าร่วมกิจกรรม ปลูกหญ้าแฝกบริเวณริมลำเหมืองร่องห้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลทรัพยากรน้ำและระบบนิเวศในระดับพื้นที่​

การดำเนินงานดังกล่าวสนับสนุนการบริหารจัดการน้ำและระบบนิเวศในหลายมิติ ได้แก่​

  • การป้องกันน้ำท่วม: สนับสนุนการดูแลและฟื้นฟูพื้นที่บริเวณลำเหมือง เพื่อช่วยรักษาประสิทธิภาพการระบายน้ำและลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในช่วงฤดูฝน
  • การเสริมสร้างความมั่นคงด้านน: สนับสนุนความสามารถในการกักเก็บความชื้นในดินและน้ำ เพื่อประโยชน์ต่อภาคการเกษตรในช่วงฤดูแล้ง และช่วยเสริมความมั่นคงทางอาหารของชุมชน
  • การอนุรักษ์ดินและระบบนิเวศริมแหล่งน้ำ: ช่วยลดการพังทลายของดินและตลิ่ง เพิ่มความสามารถในการรักษาความชื้นของดิน และสนับสนุนการรักษาสมดุลของระบบนิเวศบริเวณแหล่งน้ำ

บริษัทฯ มุ่งส่งเสริมความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าและในพื้นที่ดำเนินงาน เพื่อร่วมกันลดผลกระทบและความเสี่ยงจากภาวะความเครียดและการขาดแคลนน้ำ พร้อมสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีความรับผิดชอบ โดยคำนึงถึงทั้งความต่อเนื่องทางธุรกิจ ความต้องการใช้น้ำของชุมชน และความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ดำเนินงาน ​

การดำเนินการด้านความยั่งยืน